เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
กันยายน 10, 2010, 08:20:49 am
 
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: สุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ  (อ่าน 427 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
freelunch
Freelance = รับจ้างทั่วไป+รับจ้างไปทั่ว
Admin
ยังละอ่อน
*****

น้ำใจ +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 37


ผมใช้แมคบุ๊คแอร์ หั่นผักครับ มันบางได้ใจดีจริง ๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 05:32:24 pm »

สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพลงชาวฟรีแลนซ์ทุกท่าน

หลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มรู้สึกตัวทีละน้อย ทีละนิดว่า สุขภาพผมเริ่มแย่ลง แย่ลง....

หลายปีก่อน ผมเคยดูทีวี อ่านหนังสือ เห็นสิ่งที่มันผ่านตา ที่เรียกว่า โรคคนทำงานออฟฟิศ  เอ๊ะ! แต่ผมก็ไม่ได้ทำงานออฟฟิศนี่ แถมยังชอบทดสอบความฟิตเป็นประจำอีกต่างหาก   แต่แล้ว วันเวลาที่ผ่านมา ก็เป็นคนเดินเข้ามาบอกกับตัวผมเอง โดยตรง


เริ่มจากข้อมือ...

ข้อมือผมจากที่เคยเป็น นักแบดมินตัน ตบหยอด ตบหยอด คนละอย่างกับ ตบจูบ ตบจูบ นะครับ
ต้องเปลี่ยนจากจับไม้แบด มาจับเมาส์ ตอนแรกก็ไม่เป็นไร แต่นาน  ๆ ไป หงายมือขึ้นดู เฮ้ย !  บริเวณฐานข้อมือด้านนอก (ด้านฝั่งนิ้วก้อย) เริ่มเป็นจุดด้านขึ้นมา อย่างเห็นได้ชัด .... ผมก็เลย หาครีมมาทา ทั้งนีเวีย ทั้งยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้ อ้อ วาสลีน ขวดเขียว  ๆ บางทีก็ใช้คีมปากจิ้งจก คือไม่อยากให้มันด้าน แล้วก็เปลี่ยนที่รองเม้าส์ เป็นแบบที่มีที่รองข้อมือนุ่ม ๆ ..........

ปรากฏว่า รอยด้านก็หายไป แต่หน้าผมก็ยังด้านเหมือนเดิม


ต่อมา.....

จากการใช้เม้าส์ ท่าเดิม ๆ บิดข้อไปมาซ้าย ขวา ซ้าย ขวา คลิ๊ก ! วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  เอาละสิครับ จากเดือนเป็นปี คราวนี้ข้อมือไม่ด้านแต่เริ่มปวดข้อแทน ปวดข้างในเลย จากนั้น ก็ปวดที่ข้อนิ้วด้วย  จากที่เคยมีความรู้ทางด้านสัตวแพทย์อยู่บ้าง ก็คิดว่า เราคงใช้ข้อมากเกินไป หรือว่าเรานั่งไม่ค่อยถูกท่า เก้าอี้ต่ำไปหรือเปล่า เลยทำให้ข้อมือที่วางบนชั้นวาง คีร์บอดร์ด กับท่อนแขนที่วางบนที่วางแขน มันผิดลักษณะไป เมื่อใช้นานเข้าก็เลยเหมือนกับเป็นการไปฝืนธรรมชาติ

คราวนี้ผมก็เลยเปลี่ยนระดับความสูงของเก้าอี้ แล้วก็จัดวางคีร์บอร์ดใหม่ ให้มันใช้งานได้สบายที่สุดกับภาวะปวดข้อ ณ ตอนนั้น


แต่มันก็ยังไม่หายครับ.....  เวลานั่งทำงานนาน  ๆ สักพักก็จะปวดอีก ต้องลุกไปนอนพัก เปลี่ยนท่าทาง บีบลูกเทนนิสบ้าง (เคยไปดูตามห้าง ไอ้ที่มันไว้บีบคลึงข้อมือเหมือนกัน แต่โคตรแพงเลย ผมเลยซื้อลูกเทนนิสมาแทน )

แต่มันก็ยังไม่หายอีก ........ คราวนี้ผมไปซื้อเมาส์มาใหม่ จากที่เคยใช้แบบ scrolling mouse ผมคิดว่ามันอาจใช้ข้อมากเกินไป จึงเปลี่ยนมาใช้เมาส์แบบ tracking ball อ่า คราวนี้ไม่ใช้ข้อ แต่มาใช้นิ้วมากขึ้น ....ลืมบอกไป ผมเปลี่ยนมาใช้คีร์บอร์ดแบบ ergonomic ด้วย ที่เปลี่ยนเพราะไม่อยากปวดข้อนิ้วอีก

ปรากฏว่า ....... หายปวดข้อเลยครับ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พอหายปวดข้อปุ๊บ มันเล่นผมต่อที่หลังเลยครับ     คราวนี้หันมาปวดหลังแทน  ....  เมื่อก่อนเก้าอี้ที่ผมใช้อยู่ซื้อมา ราคา 500 กว่าบาท เอาเป็นว่า พอใช้ได้แล้วกัน นั้งได้เหมือนกันนี่หว่า

พอใช้ได้สัก 6-7 เดือน มันเริ่มเอียง เวลานั่งทำคอม ฯ ผมต้องขอขยับหาจุดสมดุลย์อยู่เรื่อยเลย สาเหตุนี้เอง อาจทำให้ผมนั่งทำงานแบบตัวเอียง  ๆมานาน จนร่างกายมันเริ่มเตือนว่าเสียสมดุลย์ ผมนั่งจนรู้สึกว่า เฮ้ย! เหล็กมันเริ่มทิ่มตูดแล้ว ........ ก็เลยเปลี่ยน ไปหาซื้อเก้าอี้ใหม่
ตอนไปเลือกซื้อนี่ คิดหลายตลบ สุดท้ายก็เลยเลือกไอ้ที่แพงหน่อย แต่คิดว่าดีกับเรา  เพราะตอนเราผ่าตัดหลัง มันคงแพงกว่าซื้อเก้าอี้ใหม่เยอะ นอกจากนี้เก้าอี้ที่เราซื้อมาก็ซื้อมาทำงาน มันก็ทำเงินให้กับเรา แล้วทำไมเราจะเลือกของดี  ๆ ไม่ได้  เป็นอันว่าจบครับ ความปวดหลังก็หายไป

คราวนี้มันเปลี่ยนมาที่ตาครับ......    ปกติผมกินผักบุ้งจนกระต่ายเรียกพี่เลยนะ  คือชอบกินผักทุกชนิด ยกเว้นไมยราพ โดยเฉพาะผักบุ้ง
ผมเริ่มแสบตา คือความรู้สึกมันคนละอย่างกับ ตอนที่เราแสบตาเพราะเล่นเกมส์ บางทีมึนหัวจนอยากจะอ๊วกนะ ถ้าเล่นพวกเกมส์ที่มันหมุนได้รอบด้าน แต่อันนี้คือ เรานั่งทำงานไง  โปรแกรมพวกกราฟิกมันก็นิ่ง ๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมาก หน้าจอเราก็ปรับให้มันเข้ากับแสงสว่าง ณ ช่วงเวลานั้น ๆ  นอกจากนี้เราก็ไม่ได้เพ่งจอ จนกะว่าสะกดจิตจอได้อะไรประมาณนั้น

ผมมาคิด ๆ  ดู ความเสื่อมโทรมของร่างกายผม เกิดขึ้น เพราะว่าสาเหตุหลัก น่าจะมาจาก การที่ผมทำงาน แบบเมามัน จนแบ่งเวลาไม่ถูก ไม่ลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง นั่งแช่อยู่หน้าจอคอม ถึงผมจะเปลี่ยนอุปกรณ์สักเท่าไหร่ แต่ถ้าผมไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน ผมก็ยังคงเป็นแบบเดิม อาจจะต้องทำงานแทนที่จะหาเงิน อาจจะต้องทำงานเพื่อรักษาตัวเอง เหมือนกับทำงานแล้วไม่ได้อะไรดีขึ้นมาเลย

ผมเขียนสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะว่าอยากอวดอะไรหรอกนะครับ ถ้าคุณอ่านดูจะรู้ว่า มันเป็นเรื่องที่งี่เง่ามาก ที่คนเราห่วงแต่งาน จนไม่ห่วงตัวเอง
ลองถามตัวเองดูนะครับ ว่าเราทำงานเพื่ออะไร ...

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ นักกีฬา ก็มีอายุการใช้งานร่างกายในระดับหนึ่งสำหรับแข่งขัน การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน ก็ย่อมมีช่วงอายุ ช่วงสังขารอยู่ระยะหนึ่ง ถ้าเราดูแลมันดี ๆ  เราก็จะทำงานได้นาน (แบบไม่เครียด) แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพร่างกายเราไม่ดี ต่อให้เราหาเงินได้เท่าไหร่ ก็อาจจะไม่พอค่ารักษาตัวเองก็เป็นได้

- ทุกหนึ่งชั่วโมง ลุกไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ เปลี่ยน อิริยาบถสัก 10 นาทีนะครับ ถือว่าเป็นช่วงทดเวลาบาดเจ็บก็แล้วกัน
- อย่าดื่มกาแฟมากเกินไป เพราะเมื่อเราดื่มมาก ร่างกายเราจะปรับตัว ค่อย ๆ ดื้อ จากนั้น วันไหนที่ไม่ได้ดื่ม เราจะไม่สดชื่น คิดอะไรไม่ค่อยออก
- อย่านอนดึก เกินตี 3 (มาตรฐานส่วนตัว) เพราะการนอนดึกจะได้อะไรน้อยกว่า การตื่นแต่เช้า  ยิ่งถ้าเราต้องติดต่อกับราชการด้วยแล้ว ไม่ควรอย่างยิ่งครับ
- เวลาหาเงินได้ ให้รางวัลตัวเองบ้าง พาแฟน พาครอบครัว ออกไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง จะได้รู้ว่า ทำมาหากิน เพื่ออะไร มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
- ทำบุญตามศรัทธาครับ สสารไม่มีวันสูญหาย พลังงานเปลี่ยนรูปได้ วันนี้เราช่วยเขา วันหน้าเราลำบาก เขาอาจช่วยเรา
- งานก็คืองานครับ ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การทำงานให้ดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่า ต้องใช้เวลาทั้งหมดของเรา  การทำงานที่ดีมาจากการวางแผนที่ดี แรงงานเรา ร่างกายของเรา มันก็คือทรัพยากรที่มีจำกัด เราอาจเป็นคนที่มีสมองคิดได้อย่างเหลือเฟือ แต่มันคงไม่มีประโยชน์หากใจมันสู้แต่ร่างกายมันไม่ไป
- ชีวิตเรา ไม่ได้มีแต่งานนะครับ ยังมีคนรอบข้าง ยังมีสังคมรอบข้าง การอยู่กับคอมพิวเตอร์มากเกินไป อาจทำให้เราติดนิสัย ทำอะไรต้องได้ดั่งใจ ทั้ง  ๆ ที่บางทีชีวิตจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ในชีวิตจริง อาจไม่มีใครยอมใคร เช่น ไม่พอใจคอมพิวเตอร์ ก็ restart หรือ shutdown ไม่พอใจคนก็บอกให้ shut up ถ้าเป็นแบบนี้ ก็อาจจะต้องมีเรื่องปวดหัวเพิ่มนะครับ
- ถ้าเราเป็นคนใจร้อน ขับรถเร็ว ใครแซงไม่ได้ ใครปาดต้องเอาคืน ใครกวน... ต้องกวน...ตอบ   ขอให้เก็บความคิดเหล่านี้ไว้ แล้วถามตัวเองว่า ถ้าเรากล้าทดลองกับเรื่องโง่  ๆ เหล่านี้ ทำไมเราถึงไม่กล้าสร้างความก้าวหน้าในชีวิต ด้วยแรงขับดันที่เท่ากันกับนี้บ้าง อย่างน้อยถ้ามันไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว จริงไหมครับ


ทั้งหมดนี้ เขียนจากชีวิตจริง ของผมเอง หวังว่า จะเป็นอุทาหรณ์ บรู๊ว !! ในวันลอยกระทง ของฟรีแลนซ์ท่านอื่น ๆ บ้างนะครับ

รักนะ แคร์ด้วย!!!
บันทึกการเข้า

From Zero to Hero < God is in the Details >

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: